Wednesday, June 20, 2007

Women Health Information: Nutritionists Recommended!!

Women Health Information: Nutritionists Recommended!!

Nutritionists Recommended!!

Many people do not even consider using a nutritionist, as they believe that they know how to modulate their diets. Yet, for most people, diet is usually a matter of trial and error, and family habits in eating are passed down without any serious consideration of individual needs. Each person has a unique physical and medical history and a unique profile of what he or she can eat. A nutritionist can help you outline your diet goals, and help you improve your chances at a healthy life.

Having the correct diet does not certify that you will be healthy. But it increases the chances that you will be healthier. In this day of diet fads and numerous approaches to losing weight from the South Beach Diet to the Atkins diet and the liquid diets, it is difficult to tell what is helpful and what is not, without consulting someone who is knowledgeable about these matters. A nutritionist is such a person: trained in the theory and application of nutritional realities, and how to help you construct a diet that is consistent with your health goals, together with your lifestyle realities.

People who use a nutritionist understand that they are expected to fail to reach their goals immediately, but a nutritionist can also help motivate you to stick with your plan and make realistic changes as you move along. Nutrition is a vital part of mental health and physical health, and optimum mental and physical health is necessary for spiritual growth as well. Thus, a nutritionist, like all other therapists can have a widespread effect on your life.

Nutritionists can help you monitor your body weight, as well as fat distribution and muscle mass. They can help you monitor changes in these indices as you change your workout schedule and diet. A nutritionist does not have to be obsessed with depriving you from the foods you like. Most nutritionists would advocate moderation and individual tailoring of a diet to a person’s overall state. If you have diabetes or hypertension, nutritionists can help you decide how to vary your diet, and if you like ethnic foods that are not part of standard nutrition sheet recommendations, nutritionists can help you make sense of the calories in sticky rice and chow mein.

Thus, nutritionists are therapists who have an indepth knowledge of how human cells respond to different types of food and fluids, and they can go a long way to coaching you to overall success in health.

Healthy Shop

Wednesday, March 14, 2007

ช็อกโกแลตซีส (cyst) โรคภายในที่ผู้หญิงควรรู้

ช็อกโกแลตซีส หมายถึง ถุงน้ำที่มีของเหลวภายใน ลักษณะเหมือนช็อกโกแลต คำ 2 คำนี้ มีความหมายแตกต่าง และ เป็นคนละเรื่องโดยสิ้นเชิง ไม่น่าที่จะมาเชื่อมโยงเป็นเรื่องเดียวกันได้เลย
และนับวันผู้หญิงหลายคนก็เริ่มที่จะคุ้นหูกับคำว่า "ช็อกโกแลตซีส" หรือ โรคที่ทางการแพทย์เรียกว่า "เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิด" (endometriosis) กันมากขึ้น เพราะเดี๋ยวนี้หันไปทางไหนก็ต้องเจอใครสักคนในบรรดาเพื่อนพ้องสาวโสดเป็นโรคฮิตโรคนี้กันเยอะเหลือเกิน

ช็อกโกแลตซีส เกิดขึ้นได้อย่างไร อันตรายมากไหม ทำไมจึงพบมากในผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงาน แล้วจะรักษาอย่างไรต้องผ่าตัดรังไข่ทิ้งหรือไม่ จะต้องกินยาฮอร์โมนไปตลอดชีวิตหรือเปล่า ฯลฯ

ที่มาของชื่อ ถุงน้ำช็อกโกแลต
ช็อกโกแลตซีสก็คือถุงน้ำของรังไข่แบบหนึ่ง ซึ่งลักษณะของถุงน้ำชนิดนี้ภายในจะมีของเหลวที่คล้ายกับช็อกโกแลตเหลว ซึ่งความจริงก็คือถุงเลือด คือจะมีเลือดอยู่ในถุงนั้น เมื่อเลือดหยุดไหลน้ำก็ถูกดูดซึมกลับทำให้เลือดในถุงเข้มขึ้น และเมื่อเลือดค้างอยู่ในถุงน้ำนานๆ ก็กลายเป็นสีน้ำตาล มีลักษณะเหมือนช็อกโกแลต จึงเรียกเป็นถุงน้ำช็อกโกแลต


สำหรับสาเหตุของการเกิดถุงน้ำช็อกโกแลต ในทางการแพทย์เชื่อว่าเกิดจากเลือดระดู
หรือเลือดประจำเดือนไหลย้อนกลับคือแทนที่เลือดนั้นจะออกมาทางช่องคลอดของผู้หญิงตามปกติ อาจจะมีเลือดระดูส่วนหนึ่งมีการไหลย้อนกลับเข้าไปผ่านทางหลอดมดลูก
แล้วก็เข้าไปในช่องท้องไปฝังตัวที่รังไข่จนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำขึ้น และเนื่องจากลักษณะเซลล์ของถุงน้ำเป็นเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกอันหนึ่งเมื่อผู้หญิงมีประจำเดือน
(คือ การที่เยื่อบุโพรงมดลูกลอกตัวออกมา) ถุงน้ำดังกล่าวก็จะมีเลือดออกในถุงด้วย
ดังนั้น ในแต่ละเดือนที่ผ่านไปถุงน้ำก็จะมีเลือดออกเพิ่มขึ้นๆ นั่นหมายถึง ถุงน้ำก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และการที่ถุงน้ำนี้จะใหญ่เร็วมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของคนคนนั้นว่า
จะดูดน้ำกลับได้เร็วเท่าไหร่ ถ้าร่างกายดูดน้ำกลับได้เร็วถุงน้ำนั้นก็จะโตขึ้นแบบช้าๆ


ทำไมหญิงยุคใหม่เป็นโรคนี้กันมากขึ้น ?
"ถ้าดูในเรื่องงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเยื่อบุโพรงมดลูกเติบโตผิดที่พบว่า ถ้านำผู้หญิง 100 คนมาทำการส่องกล้องเข้าไปดูในขณะที่มีประจำเดือน ผู้หญิงเกือบทั้ง 100 คน จะมีภาวะลือดระดูไหลย้อนกลับเข้าไปในช่องท้องทุกคน"

แล้วทำไมบางคนเกิดอาการเป็นถุงน้ำซึ่งทำให้ เกิดความเจ็บปวดมากมาย แต่บางคนไม่เป็น ?
คำตอบคือ คนไข้กลุ่มที่เป็นถุงน้ำมักจะมีปัญหาในเรื่องภูมิคุ้มกันบางอย่างบกพร่อง ซึ่งไม่สามารถจะทำลายเยื่อบุโพรงมดลูกที่เติบโตผิดที่นี้ได้ ในขณะที่ผู้หญิงปกติทั่วไป จะมีภูมิคุ้มกันซึ่งสามารถทำลายเยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญเติบโตผิดที่ได้

"ส่วนที่ดูเหมือนกับว่าผู้หญิงในปัจจุบันเป็นโรคนี้กันมาก ก็เพราะความเจริญก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยี ที่คุณหมอบอกว่า "จริงๆ แล้วก็ไม่มีความแตกต่างกันมากกับอดีตที่ผ่านมา เพียงแต่ความเข้าใจของแพทย์เองต่อโรคนี้จะมีมากขึ้นซึ่งจะทำให้สามารถตรวจวินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้น ก็เลยดูเหมือนกับว่ามีคนเป็นโรคนี้กันเยอะ รวมทั้งข่าวสารที่มีการแพร่หลายในวงกว้าง จึงทำให้มีการฉุกใจขึ้นมาว่า เอ๊ะ! เราเป็นโรคนี้หรือเปล่า แล้วก็ไปตรวจซึ่งบางคนก็พบว่าเป็นโรคนี้จริงตรงนั้นก็เป็นสิ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่าโรคดังกล่าวเป็นกันมาก"



อาการที่น่าสงสัยว่าจะเป็นถุงน้ำช็อกโกแลตเกี่ยวกับเรื่องเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่
(หรือถุงน้ำช็อกโกแลต)
สิ่งหนึ่งที่ผู้หญิงทุกคนควรทราบก็คือ เมื่อมีประจำเดือนเยื่อบุโพรงมดลูกนี้ก็จะมีเลือดออกด้วย และการที่มีเลือดออกในช่องท้อง ก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุช่องท้อง ซึ่งการระคายเคืองต่อเยื่อบุช่องท้องนี้เองเป็นตัวที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด เพราะฉะนั้นจะสังเกตได้ว่า ผู้หญิงที่เป็นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ จะมีอาการปวดท้องมากเวลาที่มีประจำเดือน

แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าอาการปวดท้องเวลาที่มีประจำเดือนนั้นเป็นอาการปวดปกติธรรมดา (ที่ผู้หญิงส่วนใหญ่เป็น) หรือเป็นอาการปวดท้องที่เกิดจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ ?
"การที่จะแยกว่าอาการปวดท้องเมื่อมีประจำเดือนจะเป็นอาการที่บ่งบอกว่าสิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือ เรื่องอายุ นั่นคือถ้าอายุยังไม่มาก แล้วปวดท้องเวลาที่มีประจำเดือน ส่วนใหญ่จะเป็นอาการปวดท้อง ธรรมดา แต่กรณีที่ไม่เคยปวดประจำเดือนมาก่อน พออายุ 30 ปีขึ้นไปอยู่ๆ ก็มีอาการปวดประจำเดือนขึ้นมา และปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละเดือนที่ผ่านไป อาการดังกล่าวค่อนข้างบ่งชี้ว่าน่าจะเป็น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่"

ถุงน้ำช็อกโกแลตเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม?่
ผู้หญิงหลายคนที่เป็นโรคถุงน้ำช็อกโกแลตได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดเอาถุงน้ำออก และหลายๆ กรณีแพทย์บางคนผ่าตัดเอามดลูกและรังไข่ออกไปด้วยในคราวเดียวกันด้วย


healthy shop

Saturday, January 6, 2007

The Signs of HPV

Certain types of HPV may cause warts, or papillomas,
which are benign (noncancerous) tumors.


All warts are caused by papillomaviruses, but each type of HPV grows only on specific areas of the body. The HPV types that cause the common warts that grow on hands and feet are not transmitted sexually and differ from those that cause growths in the mouth and genital area.

About 40 types of HPV can be sexually transmitted and infect the genital area, including the cervix, vagina, vulva, anus and penis. HPV is, in fact, one of the most common sexually transmitted diseases, with many millions of new genital HPV infections occurring each year in the United States. As HPV rarely causes symptoms and therefore the majority of infections are unnoticed, genital HPV infections are likely to be even more common than we think.


Most genital warts are caused by HPV types 6 and 11. Warts may appear within several weeks or months after sexual contact with a person who has HPV, or they may never appear. HPVs may also cause flat, abnormal growths in the genital area and on the cervix. Again, HPV infections often do not cause any symptoms.

HPV Types and Their Association with Cancer

Research has clearly shown that HPVs are the major cause of cervical cancer. Studies also suggest that HPVs may cause a fraction of the cancers of the anus, vulva, vagina, and penis, and some cancers of the oropharynx (the middle part of the throat that includes the soft palate, the base of the tongue, and the tonsils).



Some types of HPVs are referred to as "low-risk" viruses because they rarely develop into cancer; these include HPV-6 and HPV-11, although the most common low-risk types cause neither warts nor cancer. HPVs that can lead to the development of cancer are referred to as "high-risk." Both high-risk and low-risk types of HPVs can cause the growth of abnormal cells, but usually only the high-risk types may lead to cancer.


Sexually transmitted, high-risk HPVs have been linked with anogenital cancer in
both men and women, and include HPV types 16, 18, 31, 33, 39, 45, 51, 52, 56,
58, 59, 68 and 69.

These high-risk types of HPVs cause growths that are usually flat, as compared with the warts caused by HPV-6 and HPV-11.

women health

Monday, January 1, 2007

How can be sure that you don’t get cervical cancer?

How can you be sure that you don’t get cervical cancer? If you have positive result of Pap Test!!!!

Other factors, in addition to having HPV, can raise the risk of developing cervical cancer. Some of these factors are not getting Pap tests, smoking, and having a weakened immune system. Take these steps to prevent cervical cancer:


  • Get regular Pap tests. The best time to get a Pap test is between 10 and 20 days after the first day of your last period. Do not have the test done when you have your period. Don’t have sex or use douches, vaginal medicines (unless your doctor tells you to), spermicide foams, creams, or jellies two days before your Pap test. Talk to your doctor about how often to get Pap tests.
  • Eat a healthy, balanced diet with delicious fruits and vegetables. In particular, carotene and vitamins C and E may reduce the risk of cervical and other cancers. Carotene is found in tomatoes, carrots, sweet potatoes, and broccoli. You can get vitamin C by eating fruits, especially citrus fruits, and vegetables. The darker the color of the fruit or vegetable, the more vitamin C. Load up on oranges, green and red peppers, broccoli, papayas, and strawberries. Good sources of vitamin E include oils such as safflower and corn, wheat germ, and sunflower seeds and nuts, such as almonds, peanuts, and hazelnuts.
  • Be faithful. Be faithful to your partner, meaning that you only have sex with each other and no one else.
  • Protect yourself with a condom EVERY time you have vaginal, anal, or oral sex. HPV infection can infect male and female genital areas that are covered by a condom, as well as areas not covered by the condom. Using condoms may reduce the risk of getting genital warts and cervical cancer. But condoms may not completely protect you.
WomenHealth

Vaccine to Prevent HPV virus

FDA Approves a Vaccine to Prevent Cervical Cancer


Food and Drug Administration:FDA approved the first
vaccine that should prevent cervical cancer.

The vaccine works by building immunity against the sexually transmitted human papilloma virus:HPV which high relation to cervical cancer.


This vaccine, called “GARDISIL” which was approved for women ages between 9 and 26. The prospect of young girls receiving the vaccine has disturbed some social conservatives, who adamantly oppose efforts to make the vaccination mandatory. They say that sexual abstinence is the best way to avoid getting the virus.


Normally the widespread method to detect human papillomavirus:HPV use pap smears test -- which detect precancerous lesions and early cancer -- has dramatically reduced the number of cases. Officials said despite the effectiveness of the new vaccine, women should continue to get pap smears because about a quarter of cervical cancer cases are caused by viruses that are not blocked by the vaccine.


“GARDISIL” was developed by MERCK Co., and the company said the catalogue price for “GARDISIL” will be $120 per dose, and protection will require three doses over six months. That price has raised concerns that the vaccine will not be widely available to poor women or in less developed nations, where incidence of cervical cancer is considerably higher than in the United States.


The vaccine was reviewed and approved within six months by the FDA after the agency deemed it a priority product. It is genetically engineered and does not contain live viruses that could theoretically cause disease.The disease used to be far more common in the United States, but the widespread use of pap smears -- which detect precancerous lesions and early cancer -- has dramatically reduced the number of cases.


Officials said despite the effectiveness of the new vaccine, women should continue to get pap smears because about a quarter of cervical cancer cases are caused by viruses that are not blocked by the vaccine.While the vaccine is almost 100 percent effective in protecting against four variants of HPV, the FDA said it may not protect people already infected and might increase their risk of developing the kind of lesions that can lead to cervical cancer.


FDA's approval was almost universally hailed, but the vaccine could yet become controversial. Vaccines are always most effective when there is a "herd immunity," when enough people are immunized that
the pathogen gradually disappears.



WomanHealth